ประโยชน์ของเนื้อวัวต่อสุขภาพและวิธีทำข้าวหน้าเนื้อสูตรอร่อยโดยไม่ง้อร้านอาหาร

ประโยชน์ของเนื้อวัวต่อสุขภาพและวิธีทำข้าวหน้าเนื้อสูตรอร่อยโดยไม่ง้อร้านอาหาร
กันยายน 7, 2022 0 Comments

ขณะที่ยังเดินทางมาท่องเที่ยวญี่ปุ่นไม่ได้ หลายคนคงจะคิดถึงข้าวหน้าเนื้อจากร้านอาหารในญี่ปุ่น วันนี้ ANNGLE มานำเสนอวิธีทำข้าวหน้าเนื้อหรือกิวด้ง (牛丼) สูตรอร่อย และประโยชน์ของเนื้อวัวที่จะให้รู้สึกมีความสุขเป็นทวีคูณเมื่อกินข้าวหน้าเนื้อค่ะ

ประโยชน์ของเนื้อวัว

เนื้อวัวมีประโยชน์มากมายดังต่อไปนี้

1. ประโยชน์ของเนื้อวัวต่อสุขภาพ

เนื้อวัวอุดมไปด้วยกรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายนำมาใช้สร้างกล้ามเนื้อ มีวิตามิน B และแร่ธาตุ ซึ่งช่วยเสริมการเผาผลาญพลังงานในร่างกายทำให้ร่างกายแข็งแรงไม่ป่วยง่าย อีกทั้งยังอุดมไปด้วยธาตุเหล็กที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ง่าย ทำให้มีการส่งผ่านของออกซิเจนในเลือดได้ดี ช่วยป้องกันความเหนื่อยล้าและป้องกันโรคโลหิตจาง

2. ประโยชน์ของเนื้อวัวในด้านความงาม

เนื้อวัวอุดมไปด้วยธาตุเหล็กและสังกะสี ซึ่งเป็นแร่ธาตุสำคัญในการสร้างความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนัง มีกรดอะมิโนและคอเลสเตอรอลที่จำเป็นสำหรับผิวหนังที่อ่อนเยาว์  วิตามิน B ซึ่งทำให้ผิวพรรณสวยงามและเส้นผมเป็นเงางาม วิตามิน E ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันไม่ให้แก่ก่อนวัย และ L-carnitine ซึ่งเป็นกรดอะมิโนจำเป็นที่ช่วยป้องกันการสะสมของไขมันชนิดไม่ดี และช่วยส่งเสริมการเผาผลาญไขมันในร่างกาย ทำให้ไม่อ้วนง่าย

3. ประโยชน์ต่อสุขภาพจิต

เนื้อวัวอุดมไปด้วยกรดอะมิโนทริปโตเฟน (Tryptophan) และฟีนิลอะลานีน (Phenylalanine) ซึ่งเป็นกรดอะมิโนจำเป็นที่ช่วยขจัดอาการซึมเศร้าและเสริมสร้างความมั่นคงของจิตใจ

วิธีทำข้าวหน้าเนื้อแสนอร่อย

วัตถุดิบ (สำหรับ 2  คน)

  • เนื้อวัวหั่นสไลด์บาง 200 กรัม
  • หอมใหญ่ ½ หัว
  • ต้นหอมญี่ปุ่น ½ ต้น
  • น้ำ ¾ ถ้วย
  • ดาชิผง ¾ ช้อนชา
  • น้ำมันสำหรับผัด
  • ข้าวสวย

ส่วนผสมเครื่องปรุง

  • น้ำตาล สาเก มิริน อย่างละ  1 ½  ช้อนโต๊ะ
  • โชยุ 2 ½ ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

1. ใช้มีดหั่นเนื้อสไลด์ให้มีความยาวประมาณ 3-4 เซนติเมตร

2. ปอกหอมและหั่นให้มีความกว้างประมาณ 7 มิลลิเมตร และซอยต้นหอมญี่ปุ่นให้มีขนาดเล็ก

3. ใส่น้ำมันลงในหม้อ เติมหอมใหญ่และเนื้อลงไปผัดด้วยไฟแรง เติมน้ำและผงดาชิลงไป ต้มจนเดือดและใช้ทัพพีค่อยๆ ตักเอาฟองออก

 

4. เติมส่วนผสมเครื่องปรุงลงไป เคี่ยวด้วยไฟอ่อนจนของเหลวในหม้อเหลือประมาณ 1/3 ของของเหลวเริ่มต้น (ใช้เวลาเคี่ยวประมาณ 15-20 นาที) จากนั้นเติมต้นหอมญี่ปุ่นลงไปและผัดอย่างรวดเร็ว แล้วจึงปิดไฟ

เคี่ยวด้วยไฟอ่อนจนของเหลวในหม้อเหลือประมาณ 1/3 ของของเหลวเริ่มต้น
เติมต้นหอมญี่ปุ่นหั่นลงไปและผัดอย่างรวดเร็ว

5. ตักข้าวสวยใส่ถ้วยแล้วตักเนื้อราดหน้าข้าว เสิร์ฟพร้อมขิงดอง

เมนูข้าวหน้าเนื้อสูตรนี้มีรสชาติอร่อยจากเนื้อที่เคี่ยวจนนุ่มและหอมใหญ่ที่นุ่มละลายในปาก บวกกับความรู้สึกสดชื่นจากต้นหอมญี่ปุ่น นอกจากความอร่อยแล้วข้าวหน้าเนื้อยังเป็นเมนูที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมาก หากมีเวลาลองทำดูนะคะ ทั้งนี้การรับประทานเนื้อที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกายนั้นไม่ควรเกินอาทิตย์ละ 400 กรัม ค่ะ    สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

“กล้วย” หนึ่งในผลไม้ที่คนญี่ปุ่นเลือกทานทั้งเช้า เที่ยง เย็น เพื่อคุณค่าต่อร่างกาย

“กล้วย” หนึ่งในผลไม้ที่คนญี่ปุ่นเลือกทานทั้งเช้า เที่ยง เย็น เพื่อคุณค่าต่อร่างกาย
กันยายน 6, 2022 0 Comments

ในญี่ปุ่นกล้วยเป็นผลไม้นำเข้าจากประเทศฟิลิปปินส์ที่มีราคาถูกและสามารถหาซื้อได้ตลอดทั้งปี คนญี่ปุ่นมักทานกล้วยเป็นของว่าง เพราะกล้วยมีคุณค่าทางอาหารมากมาย ทั้งนี้การทานกล้วยในเวลาที่แตกต่างกันก็มีผลดีต่อร่างกายแตกต่างกัน มารู้กันว่าการทานกล้วยต่างเวลาให้ผลดีต่อร่างกายแตกต่างกันอย่างไร และมาดูว่าที่ไหนในญี่ปุ่นบ้างที่ปลูกกล้วยได้แล้ว

คุณค่าทางอาหารของกล้วย

กล้วยเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามิน B1, B2, ไนอะซิน (B3), วิตามินบี B6 และกรดโฟลิก ซึ่งช่วยเสริมการเผาผลาญพลังงานในร่างกายและช่วยให้สุขภาพผิว ผมและเล็บดี เส้นใยอาหารซึ่งช่วยป้องกันอาการท้องผูกป้องกันการเพิ่มของระดับน้ำตาลในเลือดและช่วยกดการดูดซึมคอเลสเตอรอลเข้าสู่ร่างกาย โพแทสเซียมซึ่งช่วยขับเกลือออกจากร่างกาย ช่วยลดความดันโลหิตและช่วยลดอาการบวมของร่างกาย โพลีฟีนอลซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยชะลอความแก่และป้องกันโรคที่เกิดจากการดำเนินชีวิตประจำวัน และกรดอะมิโนทริปโตเฟนซึ่งเป็นกรดอะมิโนสำคัญการสร้างสารสื่อประสาทเซโรโทนินที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย

คุณค่าที่ดีต่อร่างกายต่างกันเมื่อทานกล้วยในเวลาต่างกัน

คุณค่าของกล้วยเมื่อทานตอนเช้า

กล้วยอุดมไปด้วยน้ำตาลกลูโคส ฟรุกโตสและซูโครส การทานกล้วยในตอนเช้าทำให้ร่างกายสามารถนำกลูโคสมาใช้ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นวิธีการที่ดีในการทดแทนปริมาณกลูโคสที่สูญเสียไปในตอนกลางคืน อีกทั้งกล้วยยังอุดมไปด้วยวิตามิน B1 ซึ่งช่วยเสริมให้ร่างกายเปลี่ยนกลูโคสเป็นพลังงานเพื่อใช้ในการทำงานและเรียนหนังสือ

คุณค่าของกล้วยเมื่อทานตอนกลางวัน

ร่างกายคนเราขาดน้ำตาลไม่ได้ การทานกล้วยแทนของหวานที่มีน้ำตาลสูงจะดีต่อสุขภาพมากกว่า เพราะกล้วยอุดมไปด้วยฟรุกโตส ซึ่งเมื่อทานเข้าไปแล้วจะไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มอย่างรวดเร็ว แต่จะค่อยๆ ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย และถูกใช้เป็นแหล่งพลังงานที่ดีเพื่อการทำงานในช่วงบ่าย

คุณค่าของกล้วยเมื่อทานตอนเย็น

กล้วยอุดมไปด้วยกรดอะมิโนทริปโตเฟนและวิตามิน B6 ซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการสร้างสารสื่อประสาทเซโรโทนิน ซึ่งมีผลในการช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย ลดอาการหงุดหงิดและช่วยให้นอนหลับดี  อีกทั้งกล้วยยังอุดมไปด้วยแมกนีเซียม ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการทำให้รู้สึกผ่อนคลายและมีจิตใจเบิกบาน

การทานกล้วยในมื้อเย็นจะช่วยลดความอยากอาหาร จึงเหมาะสำหรับคนที่กำลังลดหรือควบคุมน้ำหนัก อย่างไรก็ตามหากทานในปริมาณที่มากเกินไปน้ำตาลฟรุกโตสในกล้วยจะถูกเปลี่ยนเป็นไตรกลีเซอร์ไรด์ ดังนั้นจึงควรระวังไม่ทานกล้วยเยอะจนเกินไป

โอกินาว่าก็ปลูกกล้วยอร่อยได้

กล้วยที่ขายอยู่ทั่วไปในญี่ปุ่นส่วนใหญ่นำเข้ามาจากประเทศฟิลิปปินส์และวางขายในชื่อเครื่องหมายการค้าต่างๆ อย่างไรก็ตามได้มีการปลูกกล้วยและวางขายภายในจังหวัดโอกินาว่าได้บ้างแล้ว โดยมีกล้วย 2 สายพันธุ์ดังนี้คือ

กล้วยเกาะ (Shima Banana, 島バナナ) ซึ่งเป็นกล้วยที่มีรสชาติแตกต่างจากกล้วยธรรมดาคือ มีรสหวานมากและมีรสเปรี้ยวปานกลาง มีกลิ่มหอมและมีเนื้อสัมผัสเคี้ยวหนึบ มีจำหน่ายในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม

 

กล้วยซันชะคุ (Sanshaku Banana, 三尺バナナ) ซึ่งเป็นกล้วยที่มีขนาดเล็กกว่ากล้วยที่มีขายอยู่ทั่วไปในญี่ปุ่น มีรสหวานที่สมดุลกับรสเปรี้ยว เนื้อนุ่มฟู และมีรสสัมผัสที่เป็นครีม อร่อยทั้งทานแบบสุกและนำไปทำไอศกรีม

แม้จะสามารถปลูกกล้วยทั้งสองสายพันธุ์ได้บนเกาะโอกินาว่า แต่ชาวสวนกล้วยต้องเผชิญกับปัญหาไต้ฝุ่นและแมลงศัตรูพืช ส่งผลให้ธุรกิจการปลูกล้วยในโอกินาว่ายังเติบโตได้ช้า ดังนั้นกล้วยที่นำเข้าจากฟิลิปปินส์และประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงยังคงเป็นกล้วยที่คนญี่ปุ่นรับประทานกันเป็นส่วนใหญ่

กล้วยมีคุณค่าต่อร่างกายมากมาย นอกจากจะดีต่อความงามและการลดน้ำหนักแล้ว การเลือกทานกล้วยต่างเวลาก็มีคุณค่าต่อร่างกายต่างกัน แต่ทั้งนี้เวลาทานก็ต้องดูที่พลังงานจากกล้วยด้วยนะคะ หากเป็นกล้วยไข่หรือกล้วยน้ำว้าก็ทานได้ประมาณ 2-3 ผล แต่หากเป็นกล้วยหอมก็ไม่ควรจะทานเกินวันละ 2 ผล  เพราะหากทานมากเกินไปโดยเฉพาะในช่วงเย็น น้ำตาลในกล้วยก็จะถูกเปลี่ยนเป็นไตรกลีเซอร์ไรด์ได้ค่ะ ในประเทศไทยเราหาซื้อกล้วยได้ง่ายและปลูกกล้วยเองได้มากกว่าญี่ปุ่น ดังนั้นอย่าลืมหากล้วยมารับประทานเพื่อสุขภาพกันเป็นประจำนะคะ      UFABET เว็บตรง

คนญี่ปุ่นเริ่มกินเนื้อหมูตั้งแต่เมื่อไหร่ และประวัติความเป็นมา “อีกทฤษฎีหนึ่ง” ของหมูผัดซอสขิง

คนญี่ปุ่นเริ่มกินเนื้อหมูตั้งแต่เมื่อไหร่ และประวัติความเป็นมา “อีกทฤษฎีหนึ่ง” ของหมูผัดซอสขิง
กันยายน 5, 2022 0 Comments

อย่างที่เคยเล่าไปในบทความที่แล้วถึงเรื่องความเป็นมาของ หมูผัดซอสขิง (บูตะโชงะยากิ 豚しょうが焼き) ในคราวนี้ผู้เขียนจะขอมาขยายเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่ว่าคนญี่ปุ่นเริ่มกินเนื้อหมูตั้งแต่เมื่อไหร่? และสูตรอาหารเนื้อหมูที่อาจเชื่อได้ว่าเป็นต้นเค้าของหมูผัดซอสขิงนะครับ

คนญี่ปุ่นเริ่มกินเนื้อหมูตั้งแต่เมื่อไหร่?

ในยุคเมจิ มีการยกเลิกข้อห้ามรับประทานเนื้อสัตว์บก (ซึ่งเคยห้ามมาช้านาน) แต่กลายเป็นว่าคนญี่ปุ่นรู้จักและนิยมกิน “เนื้อวัว” มาก่อนเนื้อหมู ต้องมาถึงยุคไทโชคนญี่ปุ่นถึงจะเริ่มรู้จักกินเนื้อหมู

ที่จริงแล้วคนญี่ปุ่นรู้จักเลี้ยงหมูมาแต่สมัยเอโดะ แต่มีแค่ที่นางาซากิและซัตสึมะเท่านั้นที่มีการกินหมู (คือเลี้ยงไว้เอาให้คนต่างชาติกิน) หมูสมัยนั้นถูกเลี้ยงแบบปล่อย (คือไม่ได้เอาเข้าคอก) แถวท้องที่ฮิโรชิมาและโอคายามะ เขาเลี้ยงเอาไว้รับแขกคือผู้ส่งสาร (ทูตสันถวไมตรี) จากโชซอน (เกาหลีโบราณ) (พูดง่ายๆ เอาไว้ให้คนเกาหลีกิน คนญี่ปุ่นไม่กิน) ส่วนท้องที่อื่นๆ นั้นเขาเลี้ยงหมูไว้ข่วยเก็บกวาด (คือกิน) ขยะและอาหารเหลือทิ้งในคฤหาสน์ และเอาไว้เป็นอาหารสำหรับหมาล่าเนื้อตัวใหญ่ๆ (พูดง่ายๆ ในความคิดของคนญี่ปุ่นยุคนั้น เนื้อหมูไม่ใช่ของคนกิน) ฉะนั้นด้วยภาพลักษณ์เช่นนี้ ท่านผู้อ่านคงนึกออกว่า กว่าจะมาถึงยุคเมจิ คนญี่ปุ่นคงไม่นึกอยากกินเนื้อหมูแน่ๆ

ภาพทูตสันถวไมตรีแห่งโชซอน 朝鮮通信使 ภาพนี้เป็นสมบัติของ School of Oriental and African Studies, University of London ที่มา wikipedia

จุดหักเหที่ทำให้คนญี่ปุ่น (ต้อง) หันมากินเนื้อหมูกันมากขึ้นก็คือสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่นซึ่งเริ่มขึ้นในปี พ.ศ.2447 (ปีเมจิที่ 37) เนื้อวัวถูกใช้เป็นอาหารของทหารเป็นปริมาณมาก จนเนื้อวัวในตลาดขาดแคลน เลยต้องกินเนื้อหมูเป็นของทดแทนกัน จริงๆ แล้วก่อนหน้านั้นไม่นาน รัฐบาลเมจิได้เริ่มให้ความสำคัญกับการเลี้ยงหมูในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “ประเทศมั่งคั่ง กองทัพเข้มแข็ง” (富国強兵) ในปี พ.ศ. 2443 (ปีเมจิที่ 33) กระทรวงเกษตรและพาณิชย์ได้จัดตั้งฟาร์มเพาะพันธุ์ที่เมืองนานาทสึกาฮาระ ทางตอนเหนือของจังหวัดฮิโรชิมา โดยนำเข้าหมูพันธุ์ยอร์กเชียร์และเบิร์กเชียร์จากอังกฤษเพื่อเพาะพันธุ์ขายลูกหมูและสนับสนุนการเลี้ยงหมูด้วย

ด้วยเหตุนี้กอปรกับตามเมืองต่างๆ เริ่มมี “ร้านอาหารฝรั่ง” เพิ่มขึ้น อาหารเมนูหมูเช่น ทงคัตสึ ก็ค่อยๆ เป็นที่ยอมรับขึ้นมา

ที่มาของ “หมูผัดซอสขิง”

หมูผัดซอสขิง

ในประวัติศาสตร์เรื่องเล่า “กระแสหลัก” ตามเว็บต่างๆ นั้นชี้ว่า “ร้านเซนิงาตะ” ซึ่งตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2494 นั้นเป็นผู้คิดค้นหมูผัดซอสขิง ซึ่งเท่ากับว่าอาหารเมนูนี้กว่าจะมีก็ต้องเข้ายุคโชวะแล้ว (ดังที่ผู้เขียนเคยเล่าไว้ในบทความก่อนหน้านี้)

แต่มีผู้ค้นพบว่าในหนังสือ “อาหารเมนูหมู 200 ชนิด สไตล์ทานากะ” (田中式豚肉調理二百種) ซึ่งแต่งโดยนายทานากะ ฮิโรชิ (ศาสตราจารย์ด้านกายวิภาคสุกร มหาวิทยาลัยโตเกียว) ตีพิมพ์เผยแพร่ในปี พ.ศ. 2456 (ปีไทโชที่ 2) มีอาหารที่อาจเป็นต้นเค้าของหมูผัดซอสขิงดังนี้

ก่อนอื่นผู้แต่งได้เขียนคำนำว่า

“ข้าพเจ้าชอบกินอะไรอร่อย ๆ ดังนั้นข้าพเจ้าจึงสนใจใฝ่หาวิธีการกินหมูมาหลายปีแล้ว ข้าพเจ้ามีความสนใจในอาหารเมนูเนื้อหมูที่มีอยู่ในญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก รวมถึงอาหารริวกิวและอาหารจีนด้วย และได้ทำการค้นคว้าเอาไว้มากมาย”

และก็พบว่าในบรรดาสูตรอาหารเมนูหมูนั้น มี “ผัดขิง” (生姜炒 โชงะอิริ) ด้วย ซึ่งได้บรรยายวิธีทำว่า “หั่น (หมู) สันนอกให้เป็นเส้นแล้วซอยขิงเป็นเส้นเล็กๆ เอาน้ำมันหมูใส่กระทะ ใส่เนื้อ (หมู) และขิงลงผัด ใส่โชยุและมิริน..”

เดี๋ยวนะครับ นี่มันเมนู “(หมู) ผัดขิง” อย่างอาหารจีนนี่ครับ?

ปัญหาคือ ด้วยสูตรอาหารแบบนี้ จะสามารถเคลมได้หรือไม่ว่าเมนู “หมูผัด (ซอส) ขิง” มีมาตั้งแต่สมัยไทโชแล้ว?

ยังไม่จบแค่นี้ เพราะผู้เขียนคนเดียวกันยังได้ออกตำราอาหารอีกเล่มคือ “อาหารเนื้อหมูสไตล์ทานากะ” (田中式豚肉料理) ในปี พ.ศ. 2462 (ปีไทโชที่ 8) ซึ่งมีอาหารที่เรียกชื่อว่า “ทสึเคะยากิ” (附焼) คือเอาเนื้อหมูสันนอกหรือเนื้อหมูที่มันน้อย หั่นบางๆ แช่ลงในโชยุใส่ขิงขูดละเอียด (โอโรชิ) และเอาไปย่างบนตะแกรงลวด แล้วก็ยังมีอาหารชื่อ “โชงะจิริ” (生姜煎 “เจี๋ยนขิง”) ซึ่งวิธีทำเหมือนกับ “โชงะอิริ”

 

เรื่องการขูดขิงในโชยุนี่ เริ่มคล้าย “หมูผัดซอสขิง” (บูตะโชงะยากิ) ของร้านเซนิงาตะแล้ว หรือว่านี่จะเป็นต้นเค้าจริงๆ?

นอกจากนี้ยังมีหลักฐานเอกสารเกี่ยวกับเมนูที่เริ่มจะเป็น “บูตะโชงะยากิ” เข้าไปเรื่อยๆ คือหนังสือ “อาหารครอบครัวสี่ฤดู” (四季の家庭料理) ซึ่งตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2475 (ปีโชวะที่ 7) โดยมีข้อความดังนี้

“สำหรับเนื้อหมูให้เตรียมไว้ 15 มอมเมะ (ราว 56 กรัม) ต่อหนึ่งคนกิน ฝานขิงเอาแช่ในโชยุให้เยอะๆ แล้วเอาเนื้อแช่ลงไป ตั้งกระทะแบนให้ร้อนใส่เนื้อหมูลงไปแล้วปิ้งแต่ละด้านให้มีสีน้ำตาลเล็กน้อย พอเกรียมแล้วใส่โชยุแช่ขิงเล็กน้อยแล้วปิ้งก็จะได้ที่พอดี…”

มาถึงยุคนี้ ซอสที่ใช้ผัดหมูผัดซอสขิงนั้นมีพลิกแพลงสูตรไปต่างๆ บางสูตรก็ใส่หัวหอมขูด แอปเปิ้ลขูด หรือใส่ไวน์ ใส่กระเทียมขูด วิธีทำก็มีพลิกแพลงไปอีก เช่น คลุกแป้งสาลีแล้วผัดแล้วค่อยเคล้าน้ำซอสก็มี    สล็อตเว็บตรง

มาถึงจุดนี้แล้วท่านผู้อ่านคงจะเข้าใจแล้วว่า อาหารนั้นถึงใครจะบอกว่าตัวเองเป็นออริจินัลก็ตาม ก็ไม่อาจห้ามการคิดพลิกแพลงดัดแปลงสูตรออกไปเรื่อยๆ ตามยุคตามสมัยได้ ดีไม่ดี สูตรที่ว่าเป็น “ออริจินัล” ก็อาจจะเป็นอะไรที่ดัดแปลง คลี่คลายมาจากอาหารสูตรที่เคยมีก่อนหน้านั้นก็ได้ คราวหน้าจะมาพูดถึงเรื่อง “เนื้อหมูดีมียี่ห้อ” ของญี่ปุ่นกันบ้างนะครับ

ทำไมเมล่อนญี่ปุ่นแพงๆ อร่อยๆ ถึงมีผิวเปลือกลายตาข่ายสวยงาม?

ทำไมเมล่อนญี่ปุ่นแพงๆ อร่อยๆ ถึงมีผิวเปลือกลายตาข่ายสวยงาม?
กันยายน 4, 2022 0 Comments

เมล่อนเป็นผลไม้ในช่วงฤดูร้อนที่มีรสหวานฉ่ำอร่อย ละลายในปาก และมีกลิ่นหอมมาก ซึ่งในญี่ปุ่นเมล่อนที่มีคุณภาพดีราคาแพงนั้นเป็นเมล่อนที่ผิวเปลือกมีลายตาข่ายสวยงาม มารู้ความเป็นมาของเมล่อนในญี่ปุ่น สาเหตุของการเกิดลายตาข่าย และปัจจัยที่ทำให้เมล่อนมีลายตาข่ายสวยงามจนได้ชื่อว่าเป็นเมล่อนที่อร่อยที่สุดในโลกกันค่ะ

ความเป็นมาของเมล่อนในญี่ปุ่น

เมล่อนญี่ปุ่นมีต้นกำเนิดมาจากทวีปอเมริกาเหนือ เป็นเมล่อนที่มีผิวเรียบคล้ายกับคินบะ มะคุวะอุริ (金俵マクワウリ) ซึ่งเป็นผักที่ปลูกได้ที่จังหวัดไอจิในปัจจุบัน ด้วยมีการปรับปรุงพันธุ์กันเรื่อยมา ทำให้ปัจจุบันมีเมล่อนหลากหลายสายพันธุ์ในญี่ปุ่น และเมล่อนคุณภาพดีราคาแพงนั้นจะมีผิวเปลือกที่มีลวดลายตาข่ายสวยงาม

คินบะ มะคุวะอุริ

สาเหตุของการเกิดลายตาข่ายและปัจจัยที่ทำให้เมล่อนมีลายตาข่ายสวยงาม

เมื่อเริ่มติดผลใหม่ๆ เมล่อนจะมีผิวเปลือกเรียบ การเกิดลวดลายตาข่ายที่เปลือกของเมล่อนนั้นมาจากความแตกต่างในการเจริญระหว่างเนื้อในและผิวเปลือกของเมล่อน โดยเนื้อส่วนด้านในจะเจริญเร็วกว่าเปลือกผิวด้านนอก แรงดันจากข้างในจะทำให้เกิดรอยแตกของผิวเปลือก ซึ่งจะพัฒนากลายเป็นลายตาข่ายขึ้นมา

เมล่อนที่มีลายสวยมักจะมีราคาแพงและเป็นเมล่อนที่มีคุณภาพสูง การดูแลเมล่อนให้มีลายตาข่ายที่สวยงามทำได้โดยการปลูกเมล่อนในเรือนกระจกที่ให้เมล่อนมีการเจริญอย่างคงที่ มีการควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น ปริมาณน้ำ และการใส่ปุ๋ยที่เหมาะสม ยิ่งลายตาข่ายออกมาสวย เมล่อนจะมีรสชาติหอมอร่อย มีเนื้อหวานฉ่ำละลายในปาก

เปรียบเทียบปริมาณผลผลิตต่อต้นของพืชในตระกูลเมล่อน

โดยปกติพืชตระกูลเมล่อน เช่น ปริ๊นซ์เมล่อนจะให้ผลผลิตต้นละประมาณ 10 ผล แตงโมให้ผลผลิตต้นละประมาณ 4 ผล ฟักทองให้ผลผลิตประมาณ 6 ผล มัสก์เมล่อน (マスクメロン) ซึ่งเป็นเมล่อนเนื้อสีเขียว มีรสชาติหวานฉ่ำและหอมมาก จะถูกคัดเลือกให้มีผลผลิตเพียงต้นละ 1 ผล จึงทำให้มีสารอาหารไปเลี้ยงผลได้อย่างเต็มที่จนได้เมล่อนคุณภาพดีราคาแพง

 

ผู้เขียนได้ดูรายการทางทีวีและได้รู้ว่า กว่าเกษตรกรจะได้เมล่อนคุณภาพดีและมีลวดลายสวยงามนั้นทำได้ไม่ง่ายเลย  เพราะต้องใช้ความพยายาม การเรียนรู้ ความอดทน และการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเมล่อนคุณภาพดีในญี่ปุ่นจึงมีราคาแพงมาก แต่ไม่ว่าจะแพงอย่างไรก็คุ้มที่จะลองชิมซักครั้งหนึ่ง เพราะเมล่อนเหล่านี้มีรสชาติหวานหอมอร่อยมากค่ะ          สล็อตเว็บตรง

วิธีการย่างปลาไข่ชิชาโมะให้อร่อยไม่แพ้ร้านอาหารญี่ปุ่น!

วิธีการย่างปลาไข่ชิชาโมะให้อร่อยไม่แพ้ร้านอาหารญี่ปุ่น!
กันยายน 2, 2022 0 Comments

ปลาชิชาโมะ (ししゃも) เป็นปลาขนาดเล็กและมักจะจำหน่ายในรูปปลาที่มีไข่เต็มท้อง คนไทยจึงเรียกปลาชนิดนี้ว่าปลาไข่ ด้วยความอร่อยของไข่ปลาที่เต็มท้องและมีคุณค่าสารอาหารมากมาย ปลาชนิดนี้จึงเป็นหนึ่งในปลาที่คนญี่ปุ่นนิยมรับประทานมาก มารู้วิธีการย่างปลาไข่ชิชาโมะให้อร่อยมากตามคำแนะนำของคนญี่ปุ่น พร้อมทั้งรู้คุณค่าสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและวิธีการเก็บถนอมปลาชนิดนี้กันค่ะ

วิธีการย่างปลาชิชาโมะให้อร่อยตามคำแนะนำของคนญี่ปุ่น

เคล็ดลับการย่างปลาชิชาโมะให้อร่อย คือ การนำปลาที่เก็บแบบแช่ช่องแข็งไว้มาย่างในทันที จะทำให้ได้ปลาย่างที่กรอบนอกและเนื้อด้านในนุ่มฉ่ำ โดยมีวิธีการย่างดังนี้คือ

ย่างด้วยกระทะ

วิธีการนี้ทำได้ง่าย เพียงนำกระทะตั้งบนไฟกลางถึงอ่อน วางอลูมิเนียมฟอยด์สำหรับย่างปลาลงไปแล้ววางปลาที่นำออกจากช่องแข็งวางเรียงลงไป ย่างจนมีของเหลวออกจากตัวปลาแล้วจึงกลับด้านย่างเป็นเวลาประมาณ 5 นาที แล้วกลับด้านย่างต่ออีก 5 จนปลามีสีน้ำตาลแล้วจึงนำใส่จานเสิร์ฟตามชอบ

ย่างด้วยเตาปิ้งขนมปัง

วิธีการทำได้โดยวางอลูมิเนียมฟอยด์สำหรับย่างปลาลงบนตะแรงย่างขนมปัง จากนั้นจึงวางเรียงปลาชิชาโมะลงไปบนอลูมิเนียมฟอยด์ ย่างที่อุณหภูมิ 220 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 10 นาที

ใช้เตาย่าง

การย่างบนเตาย่างนั้นต้องเกลี่ยไฟให้ร้อนทั่วกัน วางตะแกรงลงไปบนไฟ รอจนตะแกรงร้อน วางเรียงปลาลงไปย่างจนปลาเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแล้วจึงกลับด้านย่างจนเป็นสีน้ำตาล

คุณค่าสารอาหารจากปลาชิชาโมะ

ปลาชิชาโมะเป็นปลาที่มีขนาดเล็กก้างนิ่ม คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่จึงรับประทานปลาชนิดนี้ทั้งตัว  ปลาชิชาโมะอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายดังนี้คือ

แคลเซียม

ปลาชิชาโมะ 100 กรัม (ประมาณ 4-5 ตัว) มีแคลเซียมประมาณ 350 กรัม ซึ่งเป็นปริมาณประมาณครึ่งหนึ่งของแคลเซียมที่ร่างกายคนทั่วไปต้องการในแต่ละวัน แคลเซียมช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกและฟันและช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนในผู้สูงอายุ

โปรตีน

เช่นเดียวกับปลาชนิดอื่น ปลาชิชาโมะอุดมไปด้วยโปรตีนซึ่งมีความสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ผิวหนัง และเส้นผม และจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเด็ก

วิตามินบี 2

ปลาชิชาโมะ 100 กรัม (ประมาณ 4-5 ตัว) มีวิตามินบี 2 ประมาณ 0.37 มิลลิกรัม ซึ่งคิดเป็นประมาณ 1/4 ของปริมาณวิตามินบี 2 ที่ร่างกายต้องการเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของสุขภาพผิวและเยื่อบุต่างๆ ช่วยให้ผิวพรรณสวยงามและช่วยเสริมสร้างการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย

 

วิตามินดี

ช่วยเสริมการดูดซึมแคลเซียมของร่างกายและช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง

วิธีการเก็บถนอมปลาชิชาโมะ

วิธีการเก็บถนอมปลาชิชาโมะให้ได้นานและคงความอร่อยนั้นทำได้โดยการแช่แข็ง โดยใช้พลาสติกแรปห่อแยกปลาชิชาโมะแต่ละตัว นำใส่ถุงพลาสติกหรือถุงซิปล็อค รีดอากาศออกให้มากที่สุด แล้วนำแช่ช่องแข็ง จะทำให้เก็บถนอมปลาไว้ได้ประมาณ 1 เดือน เวลานำมาปรุงอาหารก็นำมาย่างได้โดยทันทีไม่ต้องรอให้น้ำแข็งละลาย

ด้วยรสชาติอร่อยและมีคุณค่าสารอาหารที่มีคุณค่าต่อร่างกาย คนไทยเราก็ชอบรับประทานปลาไข่ชิชาโมะมาก คราวหน้าหากซื้อปลามาย่างเองก็ลองย่างตามวิธีการดังกล่าวดูค่ะ อร่อยง่ายๆ โดยไม่ต้องไปสั่งซื้อจากร้านอาหารญี่ปุ่น  สล็อตเว็บตรง

ชวนส่องประวัติศาสตร์ “ปลากระป๋อง” ในญี่ปุ่น

ชวนส่องประวัติศาสตร์ “ปลากระป๋อง” ในญี่ปุ่น
กันยายน 1, 2022 0 Comments

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน มีท่านไหนชอบกิน “ปลากระป๋อง” กันไหมครับ? สมัยเด็กๆ ผู้เขียนรู้จักปลากระป๋องแค่ปลาซาร์ดีนในซอสมะเขือเทศ มาตอนหลังพวกปลาทูน่า ปลาแมคเคอเรล จึงโผล่เข้ามาในตลาดกันอย่างมากมาย รวมถึงอาหารกระป๋องสำเร็จรูป เช่นฉูฉี่ปลาทูน่า แกงปลาทูน่า ฯลฯ ไม่ใช่แค่ปลาทูน่านะ หอยลายก็มี แล้วปลากระป๋องของญี่ปุ่นเป็นอย่างไร? มาอ่านประวัติศาสตร์แบบย่อๆ กันนะครับ

ปลากระป๋องยุคเมจิ

ปลากระป๋องรุ่นแรกของญี่ปุ่นนั้น ผลิตขึ้นมาครั้งแรกในปี พ.ศ. 2414 (ปีเมจิที่ 4) ที่จังหวัดนางาซากิ โดยนายมาซาโนริ มัตสึดะ ภายใต้การกำกับดูแลของนายลีออง ดูรี ชาวฝรั่งเศส ซึ่งตอนแรกเป็นการทดลองทำ “ปลาอิวาชิในน้ำมัน” (ปลาอิวาชิก็จัดเป็นปลาซาร์ดีนอย่างหนึ่ง) แต่กว่าจะมีการผลิตจริงๆ จังๆ นั้นก็ปาไปถึงปี พ.ศ. 2420 (ปีเมจิที่ 10) มีการตั้งโรงงานบรรจุกระป๋องอิชิคาริ ที่เมืองอิชิคาริ ฮอกไกโด โดยทำ “ปลาแซลม่อนกระป๋อง” ภายใต้การกำกับดูแลของนาย Ulysses S. Treat และนาย Trescott Swert ชาวอเมริกัน เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2420 ดังนั้น ทาง “สมาคมผู้ผลิตอาหารบรรจุกระป๋องแห่งประเทศญี่ปุ่น” (日本缶詰協会) จึงตั้งวันที่ 10 ตุลาคม ของทุกปีเป็น “วันอาหารกระป๋อง” (缶詰の日)

 

คนญี่ปุ่นรู้จักกินปลากระป๋องเมื่อไหร่?

อย่างไรก็ดี ในยุคเมจิ อาหารกระป๋องนั้นมีไว้เพื่อเป็น “ยุทธปัจจัย” และสินค้าส่งออกเท่านั้น ยังไม่ได้ทำขายเป็นสินค้าสำหรับประชาชนทั่วไปแต่อย่างใด (ทำนองเดียวกับวัตถุประสงค์ในการก่อตั้ง องค์การผลิตอาหารสำเร็จรูป (อสร.) ในปี พ.ศ. 2498 เลยนะครับ) ประชาชนคนญี่ปุ่นมารู้จักกินอาหารกระป๋องก็ตอนที่ได้ “เสบียงบรรเทาทุกข์” ที่ส่งมาจากสหรัฐฯ หลังจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่คันโตในปี พ.ศ. 2466 (ปีไทโชที่ 12)

ปลากระป๋องยุคสงครามโลก

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดนวัตกรรมใหม่คือการใส่อาหารอัดลง “ภาชนะกระเบื้อง” แทนกระป๋องโลหะเนื่องจากต้องเอาโลหะไปทำยุทโธกรณ์ อัดใสภาชนะกระเบื้องปิดฝา ผนึกด้วยยาง สมัยนั้นเรียกว่า “อาหารกลาโหม” (โบเอย์โชคุ 防衛食) แต่อนิจจา พอยุคสงคราม จะหาอาหารมาใส่ยังไม่มี เลยต้องหยุดผลิตไปดื้อๆ แต่ว่ากันว่าเทคโนโลยีนี้ดีขนาดที่ว่า สงครามจบมากว่า 60 ปี เปิดฝาอีกที อาหารยังดีอยู่

เมื่อปลากระป๋องถูก disrupt

ในยุคไทโชจนถึงยุคโชวะนั้น การจับปลาแซลมอน จับปู จับปลาเทราท์มาอัดใส่กระป๋องส่งออกไปขายต่างประเทศนั้นรุ่งเรืองดีมาก แต่พอในปี พ.ศ. 2519 ถึง 2520 มีการจำกัดเขตให้ทำการประมงได้ไม่เกิน 200 ไมล์ทะเล แล้วจะไปจับปูจับปลาที่ไหนได้ เลยมีอันต้องปิดตำนาน “ปลากระป๋อง ปูกระป๋อง ส่งออก”

อีกปัจจัยหนึ่งซึ่งเป็นตัว disrupt ปลากระป๋องก็คือเทคโนโลยีใหม่กว่าที่เรียกว่า “ซองรีทอร์ท” ซึ่งสหรัฐฯ คิดค้นและทำขึ้นมาเพื่อ “ใส่อาหารเอาไปกินในอวกาศ” และก็ได้ใช้กับโครงการสำรวจดวงจันทร์โดยยานอพอลโล 11 แต่เอาจริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้แพร่หลายในหมู่คนทั่วไปขนาดนั้นเพราะว่าสิ่งที่มัน disrupt ปลากระป๋องจริงๆ ในหมู่ประชาชนก็คือ “ตู้เย็น” ต่างหากครับ

ในเมื่อมีตู้เย็นไว้แช่อาหารสดกินในบ้าน จะกินอาหารในกระป๋องหรือในซองทำไม?

ในญี่ปุ่นนั้นอาหารซองรีทอร์ทเปิดตัวมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2511 โดยบริษัท Otsuka Foods ทำแกงกะหรี่ใส่ซองรีทอร์ทออกขาย และการที่อาหารใส่ซองรีทอร์ทนั้นต้องเอาไปอุ่นในน้ำร้อน ซึ่งมันไปได้ดีกับรูปแบบชีวิตคนเอเชีย (ต้มๆ นึ่งๆ) อาหารซองรีทอร์ทเลยขายได้กับประเทศแถบเอเชียจำพวกเกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ ไทย มาเลเซีย และจีน ประเทศไทยเองก็ผลิตอาหารในซองรีทอร์ทส่งออกไปขายญี่ปุ่นเสียด้วย

 

 

เป็นอย่างไรกันบ้างครับสนุกไหมครับ ถือว่าเป็นเกร็ดประวัติศาสตร์ที่เตือนใจเรื่อง disruption ของธุรกิจได้ดีเลยว่า มียุคเฟื่องฟูก็ต้องมีจุดที่ฟุบลงครับ พูดแล้วอยากกินแซนด์วิชทูน่าแล้วสิครับ สวัสดีครับ        สล็อตเว็บตรง

หนาวแค่ไหนก็อบอุ่นหัวใจไปกับงานเทศกาลฤดูหนาวที่โอตารุ

หนาวแค่ไหนก็อบอุ่นหัวใจไปกับงานเทศกาลฤดูหนาวที่โอตารุ
สิงหาคม 30, 2022 0 Comments

จากที่เราได้เห็นตามข่าวของสื่อต่างๆ ก็ได้รู้ว่าทั่วทั้งญี่ปุ่นนั้นได้เจอกับความหนาวของฤดูหนาวอย่างเต็มตัวแล้ว ซึ่งอีกไม่นานเทศกาลฤดูหนาวก็กำลังจะมาถึงแล้วล่ะค่ะ และถ้าให้พูดถึงเทศกาลฤดูหนาวก็คงต้องนึกถึงที่จังหวัดฮอกไกโดกันอย่างแน่นอนเลยใช่ไหมคะ ความจริงแล้วแต่ละท้องที่ของญี่ปุ่นมีเทศกาลหน้าหนาวที่จัดให้ได้ชมกันอยู่มากมายเลยล่ะค่ะ และที่จะมาแนะนำให้กับคุณผู้อ่านได้รู้จักกันนั้น เป็นอีกหนึ่งเทศกาลของจังหวัดฮอกไกโดที่มีชื่อว่า “Otaru Snow Light Path” ค่ะ

แสงเทียนอบอุ่นที่ส่องทั่วเมืองยามฟ้ามืด

ที่จังหวัดฮอกไกโดของญี่ปุ่นนั้น นอกจากจะมีเทศกาล “Sapporo Snow Festival” (札幌雪まつり) แล้ว หากนั่งรถออกมาจากตัวเมืองซัปโปโรประมาณ 30 นาที ก็จะพบกับงานเทศกาลอีกงานหนึ่งที่มีชื่อไม่แพ้กัน นั่นคือ “Otaru Snow Light Path”(小樽雪あかりの路 อ่านว่า Otaru Yuki Akari no Michi) ค่ะ จากชื่องานแล้วแน่นอนว่าจัดที่เมืองโอตารุนั่นเองค่ะ เมืองนี้ก็เป็นอีกเมืองหนึ่งของฮอกไกโดที่มีชื่อไม่แพ้กับซัปโปโรเช่นกัน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตที่มีคลองและตัวเมืองแบบเก่าๆค่ะ ซึ่งคลองที่ว่านี้เราก็มักคุ้นหูกันดีอยู่แล้ว นั่นคือ “คลองโอตารุ” นั่นเองค่ะ

ที่มาของชื่องาน

เมืองโอตารุที่มีความผูกพันธ์กับนักประพันธ์ชาวฮอกไกโดท่านหนึ่ง คือคุณเซอิ อิโตะ ผู้ประพันธ์หนังสือที่ชื่อ “雪明りの路”(Yuki Akari no Michi) ซึ่งตอนหลังได้กลายมาเป็นชื่องานเทศกาลฤดูหนาวของโอตารุนี่แหล่ะค่ะ      สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

งานครั้งนี้ถือเป็นปีที่ 19 แล้ว โดยแสงเทียนจะเริ่มส่องสว่างเมื่อท้องฟ้ามืดลงและจนถึงเวลาประมาณ 21.00 จะได้พบกับแสงเทียนมากมายจำนวนนับไม่ถ้วนที่ส่องประกายนั้น แต่ละดวงได้หลายเป็นคำอธิษฐาน เป็นความสวยงามที่ยากจะละสายตา เหมือนกับได้หลุดเข้าไปอยู่ในความฝัน

รายละเอียดและระยะเวลาจัดงาน

ระยะเวลาจัดงาน : ช่วงเดือนกุมภาพัธ์ของทุกปี
การเดินทาง : โดยรถไฟ JR จากสถานี Shin Chitose Kuko หรือ New Chitose Airport Station ลงสถานี Otaru ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 12 นาที หรือ จากสถานี Sapporo ถึงสถานี Otaru ใช้เวลาประมาณ 32 นาที

 

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่: yukiakarinomichi

โตเกียวช่วงเช้าก่อน 10 โมง ไปเที่ยวไหน ทำอะไรได้บ้าง?

โตเกียวช่วงเช้าก่อน 10 โมง ไปเที่ยวไหน ทำอะไรได้บ้าง?
สิงหาคม 29, 2022 0 Comments

มีเวลาครึ่งวันช่วงเช้าก่อนขึ้นเครื่องกลับไทย จะไปเที่ยวไหนในโตเกียวได้บ้างนะ…?

ไหน ๆ ไปเที่ยวทั้งทีก็อยากจะใช้เวลาที่มีให้คุ้มค่าที่สุดเนอะ ใครคิดแบบนี้เหมือนกันบ้าง ตามมาเลยค่ะ ANNGLE ขออาสาพาทุกคนเที่ยวโตเกียวช่วงเช้าก่อน 10 โมง ให้ทริปนี้ของเพื่อน ๆ คุ้มค่าที่สุดไปเลย แล้วจะรู้ว่าช่วงเช้าก็เที่ยวได้ แถมเที่ยวสบายด้วย!

เที่ยววัดและศาลเจ้า

วัดและศาลเจ้าเป็นสถานที่แรก ๆ ที่เรานึกถึง เพราะหลายแห่งเปิดให้เข้าได้ 24 ชั่วโมง หรืออย่างน้อยก็เปิดตั้งแต่เช้าตรู่ ทำให้เรารีบแวะไปก่อนที่อื่นได้ตั้งแต่หกโมงเช้าเลย

วัดโกโตคุจิ (วัดแมวกวัก) / Gotokuji

ที่แรกที่อยากแนะนำคือวัดโกโตคุจิ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “วัดแมวกวัก” วัดแห่งนี้มีพื้นที่กว้างขวาง มีเจดีย์ขนาดใหญ่ และมีอาคารวัด รวมไปถึงสุสานท่ามกลางธรรมชาติอันรื่นรมย์ แต่สิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ไปที่นี่คือ “แมวกวัก” นับร้อยนับพันตัวที่ตั้งเรียงรายอยู่เต็มไปหมดนั่นเอง!

ถึงจะเป็นวัดที่มีพื้นที่เยอะ แต่จุดที่มีแมวกวักค่อนข้างเล็กมาก แค่เข้าไปยืน 4-5 คนก็รู้สึกแน่นแล้ว ดังนั้นถ้าเรารีบไปตั้งแต่เช้าตรู่ก็จะมีโอกาสได้เข้าไปชมแบบสบาย ๆ และถ่ายรูปได้อย่างเต็มที่

Gotokuji
ที่ตั้ง: 2-24-7 GOTOKUJI, SETAGAYA
เปิด: 6:00 – 18:00
ค่าเข้าชม: ไม่มีค่าเข้า

ศาลเจ้าเนสุ / Nezu Shrine

ศาลเจ้าเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากย่านอุเอโนะ โดดเด่นด้วยตัวอาคารศาลเจ้าที่เก่าแก่และเสาโทริอิสีแดงที่เรียงต่อ ๆ กันคล้ายกับศาลเจ้าฟุชิมิอินาริ ที่เกียวโต นอกจากนี้ศาลเจ้าเนสุยังมีชื่อเสียงเรื่องดอกอาซาเลีย (Azalea) ที่จะบานช่วงประมาณกลางเดือนเมษายนถึงต้นพฤษภาคมด้วย

Nezu Shrine
ที่ตั้ง: 1-28-9 NEZU, BUNKYO
เปิด: 6:00 – 18:00
ค่าเข้าชม: ไม่มีค่าเข้า (*โซนดอกอาซาเลีย 200 เยน)

นอกจากที่เราแนะนำไปแล้ว วัดและศาลเจ้าที่ดัง ๆ อย่าง ศาลเจ้าเมจิ/Meiji Jingu Shrine กับ วัดเซนโซจิ/Sensoji Temple ก็เปิดตั้งแต่เช้าเช่นกัน อยากไปที่ไหนลองเลือกดูนะคะ

หาของอร่อย

สายกินที่อยากเก็บร้านเด็ดร้านดังให้ครบก่อนกลับ การกินแต่เช้าคือโอกาสของคุณค่ะ! รู้หรือเปล่าว่ามีร้านอร่อยหลายร้านเลยนะที่เปิดตั้งแต่เช้าก่อน 7 โมง แต่ถ้าจะให้ดีก็ต้องเป็นร้านที่เปิดตลอดแบบไม่หลับไม่นอนไปเลยจ้า!

ซูชิซันไม / Sushizanmai

 

Sushizanmai ร้านซูชิเจ้าดังมีสาขาที่เปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมงอยู่ที่ชิบุย่า จะดึกดื่นหรือเช้าแค่ไหนก็แวะไปอิ่มอร่อยได้เสมอ เฉลี่ยแล้วหนึ่งมื้อตกคนละประมาณ 1,600 – 3,000 เยน (460 – 860 บาท) จะได้ซูชิเซ็ทใหญ่อิ่มจุใจไปเลย

Sushizanmai สาขา Shibuya East Entrance
ที่ตั้ง: 1st & 2nd FLOOR, 2-22-11 SHIBUYA FRANCE OKUNO BUILDING, SHIBUYA
เปิด: ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง

อิจิรัน ราเมน / Ichiran Ramen

 

ใครไม่ชอบปลาดิบก็ไม่ต้องห่วง เรามีออพชั่นมาให้ค่ะ ราเมงข้อสอบสุดดังอย่าง Ichiran Ramen ก็มีสาขาที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมงเหมือนกัน ใครเคยไปกินร้านนี้น่าจะรู้ดีว่า คิว ยาว มากกกกก บางทีต้องรอกันเป็นชั่วโมงเลยทีเดียว ดังนั้นการไปกินราเมงเป็นอาหารเช้านี่แหละคือโอกาสที่เราจะเข้าไปปุ๊บ สั่งปั๊บ แล้วได้กินทันที!

แต่ขอย้ำว่าไม่ใช่ทุกสาขานะที่เปิด 24 ชั่วโมง ยังไงก่อนไปลองเช็คเวลาเปิดของแต่ละสาขาก่อน ที่นี่

ช้อปปิ้ง

ใครว่าช้อปปิ้งแต่เช้าตรู่ไม่ได้? ถึงห้างจะยังไม่เปิดก็มีที่ให้ช้อปได้แน่นอนที่นึงล่ะ ตามมาเลย!

ดองกิโฮเต้ / DON QUIJOTE

ใครที่เพิ่งมานึกได้วันสุดท้ายว่ายังซื้อของไม่ครบ ไปดองกิโลด! เชื่อว่าแทบทุกคนรู้จักร้านขายของสารพัดนึก ดองกิโฮเต้ (DON QUIJOTE) กันดีอยู่แล้ว แต่บางคนอาจจะยังไม่รู้ว่าที่นี่เค้าเปิด 24 ชั่วโมงเลยนะ เพราะฉะนั้นถ้านึกได้ว่ายังไม่ได้ซื้อของฝากให้ใครก็แวะไปเก็บให้ครบได้เลย ไม่ต้องรอให้ฟ้าสว่าง!

DON QUIJOTE สาขา SHINJUKU EAST EXIT HEAD OFFICE
ที่ตั้ง: 1-16-5 KABUKICHO, SHINJUKU
เปิด: 24 ชั่วโมง

เดินเล่นในสวนสาธารณะ

ช่วงเช้าที่สงบ ๆ และแดดยังไม่ร้อนก็เป็นเวลาที่เหมาะกับการเดินเล่นสูดอากาศบริสุทธิ์ในสวนสาธารณะ ยิ่งเป็นสวนสาธารณะของญี่ปุ่นด้วยแล้ว ส่วนใหญ่จะต้นไม้เยอะและใหญ่ บรรยากาศดีมาก ๆ    สล็อตเว็บตรง

สวนชินจูกุเกียวเอน / Shinjuku Gyoen Garden

 

 

สวนสาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางชินจูกุ ภายในประกอบด้วย 3 สวนคือ สวนดอกไม้สไตล์อังกฤษ สวนเรียบหรูแบบฝรั่งเศส และสวนญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม เป็นสวนหนึ่งที่ไม่ว่าไปฤดูไหนก็สวยและมีเสน่ห์ ไม่ว่าจะไปชมซากุระในฤดูใบไม้ผลิ ชมพรรณไม้เขียวชะอุ่มและดอกไฮเดรนเยียในฤดูร้อน หรือชมใบไม้แดงในฤดูใบไม้ร่วง จัดว่าเป็นจุดชมวิวอันดับต้น ๆ ของโตเกียวเลยก็ว่าได้

ข้อควรรู้: สวนนี้ปิดทุกวันจันทร์ ถ้าใครรู้ตัวว่ากำลังจะไปวันจันทร์พอดี อาจจะเปลี่ยนไปเที่ยวสวนอื่น อย่างเช่น สวนชินจูกุจูโอ/Shinjuku Chuo Park (เปิด 24 ชั่วโมง), สวนฮามาริคิว/Hamarikyu Gardens (เปิด 9:00 – 17:00) หรือสวนขนาดย่อม ๆ อย่างสวนคิว ชิบะ ริคิว/Kyu Shiba Rikyu Garden (เปิด 9:00 – 17:00) ก็น่าไปไม่แพ้กัน

Shinjuku Gyoen Garden
ที่ตั้ง: 11 NAITOMACHI, SHUNJUKU
เปิด: 9:00-16:30
วันปิดทำการ: ทุกวันจันทร์
ค่าเข้าชม: 200 เยน

สุสานยานากะ / Yanaka Cemetery

 

สำหรับใครที่รู้สึกว่าสวนปกติมันธรรมดาเกินไป ขอแนะนำให้ลองไปเดินเล่นที่สุสานในสวนดู สุสานยานากะเป็นสุสานที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งใจกลางกรุงโตเกียว ที่นี่มีหลุมศพของบุคคลสำคัญของญี่ปุ่นมากมาย รวมถึงโชกุนคนสุดท้าย โทกุงาวะ โยชิโนบุ ด้วย นอกจากนี้ยังเราได้ยินมาว่าสุสานนี้มีชื่อเรื่องแมวจรจัดที่เหมือนจะมารวมตัวกันที่นี่อีกด้วยล่ะ

แถมให้นิดนึงสำหรับคนที่วางแผนจะไปเที่ยวย่านยานากะอยู่แล้ว ระหว่างรอร้านค้าต่าง ๆ เปิดก็แวะมาเดินเล่นที่สุสานแห่งนี้ก่อนได้ เห็นว่าช่วงฤดูใบไม้ผลิซากุระที่นี่สวยใช้ได้เลย

Yanaka Cemetery
ที่ตั้ง: 7-5-24 YANAKA, TAITO
เปิด: 8:30 – 17:15

ไม่น่าเชื่อเลยเนอะว่ามีที่เที่ยวเด็ด ๆ น่าสนใจให้เราแวะไปได้ตั้งแต่เช้าตรู่ขนาดนี้ด้วย นอกจากคนจะยังไม่เยอะแล้ว ยังได้บรรยากาศเงียบสงบและกลิ่นอายของอากาศยามเช้าแบบที่หาไม่ได้ในเวลาอื่นอีกต่างหาก ใครที่ปกติเป็นคนตื่นเช้าอยู่แล้ว ลองออกไปเที่ยวโตเกียวช่วงเช้าก่อน 10 โมงดูสิคะ แล้วจะพบว่าเมืองหลวงที่พลุกพล่านก็มีมุมสงบ ๆ ให้ค้นหาเหมือนกัน